ศาสตร์และศิลป์จากเตาฟืน ย้อนรอยกรรมวิธีและจิตวิญญาณการทำพิซซ่าแบบดั้งเดิม


Categories :

ก่อนที่พิซซ่าจะกลายเป็นอาหารจานโปรดของคนทั้งโลก มันคือผลงานของช่างฝีมือที่เรียกว่า “ปิซซาอิอูโอโล” (pizzaiuolo) ซึ่งทุ่มเททั้งแรงกายและเวลาให้กับแป้งทุกก้อน พิซซ่าในรูปแบบดั้งเดิมไม่ใช่แค่การนำวัตถุดิบมาวางบนแผ่นแป้ง แต่มันคือศาสตร์และศิลป์ที่สั่งสมมายาวนานหลายศตวรรษ จนได้รับการยกย่องจากยูเนสโกให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติในปี 2017

จากกองไฟหินสู่แป้งแผ่นแรก: ยุคก่อนประวัติศาสตร์ของพิซซ่า

รากฐานของพิซซ่าเริ่มต้นจากความต้องการอาหารที่พกพาสะดวกของมนุษย์ยุคแรก ตั้งแต่ยุคหินใหม่ ชนเผ่าล่าสัตว์ได้บดธัญพืชป่า (เช่น เอ็มเมอร์และอิงคอร์น) ให้เป็นแป้งหยาบ ผสมน้ำ แล้วนำไปปิ้งบนหินร้อนที่ก่อกองไฟ

วิวัฒนาการที่สำคัญเกิดขึ้นเมื่อชาวอิทรัสกัน ซึ่งตั้งถิ่นฐานในอิตาลีตอนเหนือเมื่อประมาณ 1,000 ปีก่อนคริสตกาล ได้พัฒนาวิธีการอบแบบใหม่ พวกเขาไม่เพียงแค่วางแป้งบนหินร้อน แต่ฝังหินที่รองแป้งไว้ใต้กองไฟ ทำให้ได้ขนมปังที่มีกลิ่นควัน独特的 และเริ่มปรุงรสแป้งด้วยน้ำมันและสมุนไพรหลังอบ

ต่อมาในยุคกรีกโบราณ (730-130 ปีก่อนคริสตกาล) ชาวกรีกซึ่งเป็นนักอบขนมชั้นยอดได้ยกระดับแผ่นแป้งให้ใกล้เคียงพิซซ่ามากขึ้น โดยเปลี่ยนจากการปรุงรสหลังอบ มาเป็นการใส่ท็อปปิ้งลงบนแป้งดิบก่อนอบ เพื่อให้เครื่องเทศและสมุนไพรซึมซาบเข้ากับเนื้อแป้งได้ดีขึ้น อาหารที่เรียกว่า “พลาคุนโตส” (Plakuntos) ซึ่งเป็นแผ่นแป้งกลมๆ ที่โรยหน้าด้วยน้ำมัน กระเทียม หัวหอม และสมุนไพร ถือเป็นต้นแบบสำคัญของพิซซ่าในยุคต่อมา

ยุคนโปลีตัน: กำเนิดพิซซ่าสมัยใหม่และกฎเหล็กของแป้ง

จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้พิซซ่ากลายเป็นอาหารที่เรารู้จักในปัจจุบันเกิดขึ้นที่เมืองเนเปิลส์ในช่วงปลายศตวรรษที่ 18 เมืองท่าที่เต็มไปด้วยกรรมกรและคนยากจนแห่งนี้เป็นแหล่งกำเนิดของเทคนิคการทำพิซซ่าที่เป็นเอกลักษณ์

กฎเหล็กของแป้งและวัตถุดิบ ตามสมาคมพิซซ่าเนเปิลส์แท้ (Associazione Verace Pizza Napoletana) พิซซ่าดั้งเดิมต้องทำจากแป้งสาลีชนิดพิเศษ (แป้ง 00) น้ำ เกลือทะเล และยีสต์เท่านั้น โดยจะต้องไม่มีไขมันและไม่มีน้ำตาล การนวดทำด้วยมือหรือเครื่องผสมความเร็วต่ำ และขึ้นรูปด้วยมือเท่านั้น ห้ามใช้ไม้นวดแป้งเด็ดขาด

“มาร์เกอริตา” พิซซ่าแห่งธงชาติอิตาลี แม้จะมีพิซซ่าหลายแบบ แต่พิซซ่าดั้งเดิมที่แท้จริงในเนเปิลส์มีเพียง 2 แบบเท่านั้น นั่นคือมาร์เกอริตา (มะเขือเทศ มอสซาเรลลา ใบโหระพา) และมารีนารา (มะเขือเทศ กระเทียม ออริกาโน) ตำนานเล่าว่าในปี 1889 ราฟฟาเอเล เอสโปซิโต พ่อครัวชื่อดังแห่งร้าน Pizzeria Brandi ได้ทำพิซซ่าที่มีส่วนผสมของมะเขือเทศสีแดง มอสซาเรลลาสีขาว และใบโหระพาสีเขียว เพื่อถวายพระราชินีมาร์เกอริตา ซึ่งสามสีนี้เป็นสีของธงชาติอิตาลี

จากเตาอบสู่มือ: ศาสตร์แห่งการอบแบบเนเปิลส์

หัวใจของความพิเศษของพิซซ่าเนเปิลส์อยู่ที่การอบด้วยความร้อนสูงจัด พิซซ่าต้องอบในเตาอบไม้ที่อุณหภูมิ 400-500 องศาเซลเซียส (ประมาณ 750-930 องศาฟาเรนไฮต์) เป็นเวลาเพียง 60-90 วินาทีเท่านั้น ความร้อนที่รุนแรงนี้ทำให้แป้งพองตัว เกิดจุดดำไหม้เกรียมเล็กน้อยที่เรียกว่า “เลโอพาร์ดดิง” (leoparding) ซึ่งให้กลิ่นหอมและรสชาติที่ซับซ้อน

วิธีการอบก็มีความเฉพาะตัวเช่นกัน พิซซ่าถูกวางบนพื้นเตาและหมุนไปมารอบๆ กองไฟ เพื่อให้ความร้อนกระจายทั่วถึงและป้องกันไม่ให้ไหม้ ผลลัพธ์ที่ได้คือแป้งที่นุ่ม เหนียว มีขอบพองฟู (cornicione) และตรงกลางนุ่มชุ่มฉ่ำจนต้องรับประทานด้วยมีดและส้อมก่อน

มรดกที่ต้องรักษา: ฝีมือของปิซซาอิอูโอโล

ทักษะของปิซซาอิอูโอโลไม่ได้หยุดอยู่แค่การทำแป้ง แต่รวมถึงการควบคุมเวลาในการหมักแป้งอย่างน้อย 24 ชั่วโมง การปั้นแป้งด้วยมืออย่างชำนาญเพื่อรักษาฟองอากาศ และการเลือกใช้วัตถุดิบท้องถิ่นคุณภาพสูง เช่น มะเขือเทศซานมาร์ซาโน และมอสซาเรลลาจากควายที่เลี้ยงในแคว้นคัมปาเนีย

ดังนั้น ทุกครั้งที่คุณกัดพิซซ่าเนเปิลส์สักคำ คุณไม่ได้แค่ลิ้มรสชาติอาหารที่เรียบง่าย แต่คุณกำลังสัมผัสกับประวัติศาสตร์นับพันปีและงานฝีมือที่ได้รับการสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น จนกลายเป็นสมบัติของมวลมนุษยชาติ