เปิดตำนานพิซซ่า: จากอาหารคนจน สู่ไอคอนระดับโลก
พิซซ่าในปัจจุบันคืออาหารจานด่วนอันดับหนึ่งของโลก ในสหรัฐอเมริกาเพียงประเทศเดียว มีการขายพิซซ่ามากถึง 3,000 ล้านชิ้นต่อปี หรือเฉลี่ยคนละ 46 ชิ้นต่อปี เส้นทางจากแผ่นแป้งเรียบง่ายในตรอกซอกซอยของเนเปิลส์ สู่การเป็นอาหารยอดนิยมบนสถานีอวกาศนานาชาตินั้น เต็มไปด้วยเรื่องราวของการอพยพ วัฒนธรรม และเทคโนโลยี
จุดเริ่มต้น: รากฐานโบราณของแผ่นแป้งหน้า toppings
กว่าแผ่นแป้งจะกลายมาเป็นพิซซ่าอย่างที่เรารู้จักในทุกวันนี้ ต้องย้อนกลับไปไกลหลายพันปี รากฐานของพิซซ่าเริ่มต้นจากแผ่นแป้งเรียบ (Flatbread) ตามอารยธรรมโบราณ
หลักฐานทางโบราณคดีบ่งชี้ถึงการมีอยู่ของแผ่นแป้งในอียิปต์เมื่อ 2,200 ปีก่อนคริสตกาล ซึ่งบางครั้งก็มีการโรยหน้าด้วยส่วนผสมที่เรียกว่า “ดุกกา” ต่อมา ชาวกรีกโบราณมีอาหารที่เรียกว่า “พลาคูส” (Plakous) ซึ่งเป็นแป้งแผ่นที่ราดหน้าด้วยชีส หัวหอม และกระเทียม อันเป็นที่มาของรสชาติที่เราคุ้นเคย ทหารของจักรพรรดิดาริอุสแห่งเปอร์เซียก็ทำแป้งแผ่นบนโล่ของตนและโรยหน้าด้วยชีสและอินทผลัม
การกล่าวถึงในเชิงวรรณกรรมที่สำคัญที่สุดปรากฏในมหากาพย์ Aeneid ของกวีเวอร์จิลเมื่อ 19 ปีก่อนคริสตกาล บรรยายถึงการที่อีเนียสและเหล่าทหารของเขานั่งรับประทานอาหารใต้ต้นไม้ โดยใช้ “แผ่นเค้กข้าวสาลีบางเป็นจานรอง” สำหรับอาหารของพวกเขา โรยหน้าด้วยเห็ดและสมุนไพร แล้วเคี้ยวกินทั้งแผ่น นำไปสู่คำพูดของอัสคาเนียส บุตรชายของอีเนียสที่ว่า “ดูสิ เรากินจานของเราหมดเกลี้ยง!”
หลักฐานทางโบราณคดีจากเมืองปอมเปอีที่ถูกเถ้าภูเขาไฟวิสุเวียสกลบในปี ค.ศ. 79 เผยให้เห็นแผ่นแป้งที่ถูกแบ่งเป็น 8 ชิ้นเสมอกัน คล้ายกับพิซซ่าทุกวันนี้ อย่างไรก็ตาม แผ่นแป้งเหล่านี้ยังห่างไกลจาก “พิซซ่า” สมัยใหม่ แต่คือบรรพบุรุษที่เกิดขึ้นจากความต้องการอาหารที่สะดวกและพกพาได้
เนเปิลส์: กำเนิดพิซซ่าอย่างที่เรารู้จัก
ย้อนกลับไปในช่วงปลายศตวรรษที่ 18 ที่เมืองเนเปิลส์ ประเทศอิตาลี เป็นจุดที่ “พิซซ่า” อย่างที่เรารู้จักกันในวันนี้ได้ถือกำเนิดขึ้น
พิซซ่าในยุคแรก: อาหารของคนยากจน
เนเปิลส์ในยุคนั้นเป็นหนึ่งในเมืองที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป โดยมีประชากรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจาก 200,000 คนในปี 1700 เป็น 399,000 คนในปี 1748 เศรษฐกิจในเมืองไม่สามารถตามทัน ทำให้มีประชาชนจำนวนมากตกสู่ความยากจน ชนชั้นที่ยากจนที่สุดเรียกว่า “แลซซาโรนี” (Lazzaroni) มีจำนวนประมาณ 50,000 คน ซึ่งหาเลี้ยงชีพด้วยการเป็นกรรมกรหรือคนส่งของ
ชีวิตที่ต้องเร่งรีบหางานทำให้พวกเขาต้องการอาหารที่ราคาถูกและกินได้ง่าย พิซซ่าตอบโจทย์นี้ได้เป็นอย่างดี พวกเขาไม่ได้ขายในร้านค้า แต่โดยพ่อค้าริมถนน (Pizzaioli) ที่แบกกล่องขนาดใหญ่และหั่นพิซซ่าตามงบประมาณหรือความอยากอาหารของลูกค้า ตั้งแต่นั้นมา พิซซ่าก็กลายมาเป็นอาหารของคนยากจน และก็ถูกตำหนิจากนักเขียนอาหารและนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติว่า “น่าขยะแขยง”
การยอมรับจากราชวงศ์และการเกิดพิซซ่ามาร์เกอริตา
ทุกอย่างเปลี่ยนไปหลังจากที่อิตาลีรวมชาติเป็นหนึ่งเดียว ในปี 1889 พระเจ้าอุมแบร์โตที่ 1 และพระราชินีมาร์เกอริตา เสด็จเยือนเนเปิลส์ ทรงเบื่อหน่ายกับอาหารฝรั่งเศสที่ซับซ้อนที่เสิร์ฟทุกมื้อ จึงทรงเรียก Raffaele Esposito พิซซ่าเมกเกอร์ชื่อดัง มาทำอาหารพื้นเมืองของเนเปิลส์
Esposito ทำพิซซ่าออกมา 3 แบบ โดยแบบสุดท้ายที่ทำจากมะเขือเทศ มอสซาเรลลา และใบโหระพา (ซึ่งเป็นตัวแทนสีธงชาติอิตาลี) ถูกใจพระราชินีมาก และถูกตั้งชื่อว่า “พิซซ่ามาร์เกอริตา” เพื่อเป็นเกียรติแก่พระองค์
เรื่องนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ การยอมรับของพระราชินีไม่เพียงแต่ยกระดับสถานะของพิซซ่าจากอาหารของคนจนให้เป็นอาหารที่ราชวงศ์สามารถรับประทานได้เท่านั้น แต่ยังเปลี่ยนให้พิซซ่าเป็นอาหารประจำชาติอย่างแท้จริง
พิชิตโลก: จากผู้อพยพสู่สงครามโลก
ถึงแม้จะมีชื่อเสียงในเนเปิลส์ แต่พิซซ่าก็ยังไม่แพร่หลายไปทั่วอิตาลีในทันที
การอพยพของชาวอิตาลี
จุดเริ่มต้นแรกเกิดจากการอพยพ ชาวเนเปิลส์ได้อพยพไปทางเหนือเพื่อหางานทำและนำเอาอาหารพื้นเมืองของพวกเขาไปด้วย กระแสนี้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อทหารสัมพันธมิตรบุกอิตาลีในปี 1943-44 พวกเขาประทับใจในพิซซ่าเป็นอย่างมาก
การท่องเที่ยวและการเติบโตในอิตาลี
แต่ปัจจัยที่ทำให้พิซซ่ากลายเป็นอาหารอิตาเลียนได้อย่างสมบูรณ์คือ การท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวเริ่มมีความสนใจอาหารอิตาเลียนมากขึ้น ร้านอาหารทั่วประเทศจึงเริ่มนำเสนออาหารท้องถิ่น รวมถึงพิซซ่า
สงครามโลกครั้งที่สอง: จุดเปลี่ยนในอเมริกา
ในขณะที่พิซซ่ากำลังได้รับความนิยมในอิตาลี การเดินทางไปอเมริกากำลังจะเปลี่ยนโฉมหน้าของมันไปตลอดกาล
ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ทหารสหรัฐฯ กว่า 150,000 นายถูกส่งไปประจำการในอิตาลีตอนใต้ระหว่างปี 1943-1944 และพวกเขาได้ลิ้มรสพิซซ่าในแคว้นคัมปาเนีย ซึ่งพวกเขาชอบมากจนเมื่อสงครามสิ้นสุดลงและทหารกลับบ้าน ความทรงจำเกี่ยวกับรสชาติพิซซ่าก็ยังคงติดตัวพวกเขา ดีมานด์ออริกาโนเพิ่มขึ้นถึง 5,000% ระหว่างปี 1948 ถึง 1956 เมื่อทหารพากันกลับมาพร้อมกับความอยากอาหารอิตาลี
นอกจากนั้นยังมีการพัฒนาสิ่งอื่นๆ ที่เป็นตัวช่วยสำคัญอีกด้วย ในปี 1945 ไอรา เนวิน ทหารผ่านศึกสงครามโลกครั้งที่สอง กลับมาจากอิตาลี และธุรกิจครอบครัวของเขาได้สร้างเตาพิซซ่าแบบใช้แก๊สที่สามารถผลิตจำนวนมากได้ ทำให้ใครก็ตามที่มีฝันจะเปิดร้านพิซซ่าสามารถทำได้ง่ายขึ้น
จากร้านเล็กสู่ยุคอุตสาหกรรม
เมื่อเป็นที่รู้จักมากขึ้น พิซซ่าก็เริ่มเปลี่ยนจากการเป็นอาหารของผู้อพยพไปสู่การเป็นอาหารจานด่วนระดับประเทศ
นับตั้งแต่ปี 1950 เป็นต้นมา บริษัทพิซซ่าอย่าง Pizza Hut (1958), Little Caesar’s (1959) และ Domino’s (1960) ก็ได้ถือกำเนิดขึ้น การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญอีกอย่างคือการเข้ามาของพิซซ่าแช่แข็ง ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน
ทศวรรษที่ 1960 และ 1970 ถือเป็นยุคทองของการส่งพิซซ่า ร้านพิซซ่าเริ่มหันมาใช้รถยนต์และมอเตอร์ไซค์ในการส่งอาหารถึงหน้าบ้าน และพิซซ่าก็กลายเป็นหนึ่งในอาหารจานแรกๆ ที่ถูกส่งถึงหน้าบ้าน
ความหลากหลายไร้ขีดจำกัด
หนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้พิซซ่าแพร่หลายไปทั่วโลกคือความยืดหยุ่นและความสามารถในการปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมท้องถิ่น พิซซ่าไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมของเนเปิลส์เพียงประเทศเดียวอีกต่อไป แต่มันกลายเป็นผืนผ้าใบสำหรับการแสดงออกทางวัฒนธรรมของประเทศต่างๆ ทั่วโลก
สหรัฐอเมริกา: ที่นี่กลายเป็นดินแดนแห่งพิซซ่าแท้จริง ด้วยสไตล์ที่หลากหลายที่สุดในโลก ตั้งแต่แผ่นบางของนิวยอร์กที่พับได้ ไปจนถึงแผ่นลึกของชิคาโก (Deep Dish) และแผ่นหนาแบบดีทรอยต์
นานาชาติ: ความคิดสร้างสรรค์ยังคงแผ่ขยายไปทั่วโลก ตัวอย่างเช่น พิซซ่าฮาวาย ที่ใส่สับปะรดและแฮมซึ่งถูกประดิษฐ์ขึ้นในแคนาดาโดยผู้อพยพชาวกรีก ไม่ใช่ในฮาวาย ในโปแลนด์ พิซซ่าฮัทขายพิซซ่ารสชาติ “อินเดียน” (Indian) ที่เผ็ดร้อน ในขณะที่โดมิโนส์ในญี่ปุ่นก็สร้าง “เอลวิส พิซซ่า” (Elvis pizza) ที่ใส่ทุกอย่างลงไป
นับเป็นเรื่องน่าขันที่การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ทำให้พิซซ่าทั้งถูกทำให้เป็นมาตรฐานและกลายเป็นอาหารที่มีการดัดแปลงมากยิ่งขึ้น
การเดินทางของพิซซ่านั้นเปรียบเสมือนประวัติศาสตร์ของโลกสมัยใหม่ ตั้งแต่เรื่องราวของแผ่นแป้งโบราณไปจนถึงความหิวโหยของกรรมกรในเนเปิลส์ การยอมรับของราชวงศ์อิตาลีไปจนถึงความทรงจำของทหารอเมริกันในสงครามโลกครั้งที่สองและการอพยพของชาวอิตาลี เรื่องราวทั้งหมดถูกอบรวมอยู่ในทุกชิ้นที่เรากินในทุกวันนี้
