วิวัฒนาการพิซซ่าอิตาเลียน-อเมริกัน จากตรอกซอกซอยเนเปิลส์สู่ตำนานแผ่นแป้งระดับโลก
พิซซ่าที่เรารู้จักในทุกวันนี้เป็นผลผลิตจากการเดินทางข้ามมหาสมุทรของผู้อพยพชาวอิตาลีที่นำสูตรอาหารพื้นเมืองมาปรับใช้ในดินแดนใหม่ ด้วยวัตถุดิบที่หาได้และเตาอบแบบต่างออกไป แผ่นแป้งเนเปิลส์จึงกลายเป็นมากกว่าอาหารของคนจน กลายเป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชาวอิตาเลียน-อเมริกัน และเป็นต้นแบบของพิซซ่าสไตล์ต่างๆ ทั่วสหรัฐอเมริกาในปัจจุบัน
ก่อนปี 1905: การมาถ่อนของพิซซ่าในอเมริกา
รากฐานของพิซซ่าอิตาเลียน-อเมริกันเริ่มต้นขึ้นในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 เมื่อผู้อพยพชาวอิตาลีตอนใต้จำนวนมากเดินทางมาสู่สหรัฐอเมริกา พร้อมกับอาหารพื้นเมืองของพวกเขา หนึ่งในนั้นคือ “พอมิดอร์ พิซซ่า” (pomidore pizza) หรือ “ทาแมทโทพาย” ซึ่งหนังสือพิมพ์นิวยอร์กเคยบันทึกไว้ในปี 1903 ว่าเป็นอาหารที่โรยหน้าด้วยซาลามิ
ในช่วงเวลานั้น พิซซ่าถูกขายโดยพ่อค้าริมถนนที่เดินเร่ไปตามย่านชาวอิตาลี หรือขายในร้านขายของชำเล็กๆ ที่ให้บริการแก่ชุมชนของตนเอง ราคาเพียงไม่กี่เซนต์ต่อแผ่น โดยทั่วไปแล้วยังไม่เป็นที่รู้จักของคนนอกชุมชนอิตาลี และถูกมองว่าเป็นอาหารว่างมากกว่ามื้ออาหารหลัก
ยุคแรกของร้านพิซซ่า: ช่วงเปลี่ยนผ่านที่ถูกตั้งคำถาม
เรื่องราวที่ถูกเล่าขานกันมายาวนานคือ เกนนาโร ลอมบาร์ดี ผู้อพยพชาวเนเปิลส์ ที่เปิดร้านขายของชำบนถนนสปริงในแมนฮัตตัน และได้รับใบอนุญาตขายพิซซ่าอย่างเป็นทางการในปี 1905 ซึ่งถูกยกย่องให้เป็นร้านพิซซ่าแห่งแรกในอเมริกา เรื่องนี้ถูกบันทึกไว้อย่างกว้างขวางและกลายเป็นตำนานที่เล่าขานจนถึงทุกวันนี้
อย่างไรก็ตาม ปีเตอร์ เรกัส นักวิจัยอิสระได้ค้นพบหลักฐานในหนังสือพิมพ์อิตาเลียน-อเมริกันสมัยศตวรรษที่ 19 ที่ท้าทายประวัติศาสตร์ที่ถูกเล่าขานนี้ เขาพบว่าพิซซ่าเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตชาวอเมริกันก่อนปี 1905 เสียอีก
ข้อมูลการย้ายถิ่นฐานของลอมบาร์ดีเองก็เป็นที่น่าสงสัย ลอมบาร์ดีอพยพมายังนิวยอร์กในปี 1904 ขณะอายุเพียง 17 ปี และระบุอาชีพของตนเองว่าเป็นกรรมกร การจะเปิดร้านขายของชำและทำพิซซ่าภายในปีถัดมาจึงดูไม่น่าเป็นไปได้
เรกัสเชื่อว่า ฟิลิปโป มิโลเน คือผู้อยู่เบื้องหลังร้านพิซซ่าต้นตำรับ โดยเขาค้นพบว่ามิโลเนมีรูปแบบการเปิดร้านขายของชำหรือเบเกอรี แล้วขายกิจการให้กับผู้อื่น ซึ่งดูจะเป็นกรณีของร้านลอมบาร์ดีที่ถนนสปริง ด้วยเหตุนี้ เรกัสจึงเสนอว่าร้านแรกของลอมบาร์ดีน่าจะเปิดจริงในปี 1898 และถูกขายต่อให้กับผู้ประกอบการรายอื่น ก่อนที่จะมาอยู่ในมือของเกนนาโร ลอมบาร์ดี
ไม่ว่าต้นกำเนิดที่แน่นอนจะเป็นอย่างไร สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือร้านพิซซ่าเหล่านี้เริ่มปรากฏขึ้นในย่านชาวอิตาลีของนิวยอร์กช่วงต้นทศวรรษ 1900 โดยมีร้านสำคัญๆ หลายแห่งเปิดตามกันมา อาทิ โตโตโนส์ (1924), จอห์นส์ พิซซ่า (1929) และ แพตซี่ส์ (1933) ล้วนเกิดจากอดีตพนักงานของลอมบาร์ดีที่แยกตัวออกไปเปิดร้านของตนเอง
พิซซ่าในยุคแรกเริ่มนี้ขายเป็นแผ่นทั้งวง ราคาแผ่นละ 5 เซนต์ ซึ่งหลายคนไม่สามารถจ่ายได้ จึงเกิดการซื้อเป็นชิ้น (slice) แทน โดยจ่ายตามขนาดที่ต้องการ และห่อกระดาษไว้ แม้กระนั้น กระแสนิยมพิซซ่าในอเมริกายังคงจำกัดอยู่ในชุมชนชาวอิตาลี จนกระทั่งหลังสงครามโลกครั้งที่สอง
สงครามโลกครั้งที่สอง: จุดเปลี่ยนของพิซซ่าในอเมริกา
เมื่อทหารอเมริกันกว่า 150,000 นายถูกส่งไปประจำการในอิตาลีตอนใต้ระหว่างปี 1943-1944 พวกเขาได้ลิ้มรสพิซซ่าและหลงรักรสชาตินี้ เมื่อสงครามสิ้นสุดและทหารกลับบ้าน ความทรงจำเกี่ยวกับพิซซ่ายังคงติดตัวพวกเขา ทำให้เกิดอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นอย่างกะทันหัน ดีมานด์ออริกาโน (เครื่องเทศที่ใช้โรยหน้าพิซซ่า) เพิ่มขึ้นถึง 5,000% ระหว่างปี 1948 ถึง 1956
ที่สำคัญยิ่งกว่า คือการพัฒนาทางเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นจากทหารผ่านศึก: ไอรา เนวิน ซึ่งเคยได้ลิ้มรสพิซซ่าขณะปฏิบัติภารกิจในอิตาลี ได้ออกแบบเตาอบพิซซ่าที่ใช้แก๊สเป็นเชื้อเพลิง ช่วยให้ร้านอาหารสามารถทำพิซซ่าได้ง่ายขึ้น โดยไม่ต้องพึ่งเตาอบถ่านหรือฟืนที่ควบคุมยากและต้องใช้ความชำนาญเป็นพิเศษ
การรวมกันของความต้องการที่พุ่งสูงขึ้นและเทคโนโลยีที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ทำให้พิซซ่าก้าวข้ามพรมแดนของชุมชนชาวอิตาลี กลายเป็นอาหารจานด่วนที่ได้รับความนิยมในอเมริกา เริ่มมีร้านพิซซ่าเปิดขึ้นในย่านต่างๆ ทั่วเมือง ไม่จำกัดเฉพาะในชุมชนอิตาลี
ความหลากหลายของพิซซ่าอิตาเลียน-อเมริกัน
วิวัฒนาการจากจุดเริ่มต้นในนิวยอร์กได้แผ่ขยายและแตกแขนงออกเป็นหลากหลายสไตล์ที่แตกต่างกันไปตามภูมิภาค ดังนี้
1. สไตล์นิวยอร์ก (NY-Style)
เป็นสไตล์ที่พัฒนาต่อเนื่องจากแผ่นแป้งเนเปิลส์-อเมริกันยุคแรก โดยปรับเปลี่ยนไปตามปัจจัยหลายประการ ในแง่ของขนาด พิซซ่านิวยอร์กจะมีขนาดใหญ่กว่า (เส้นผ่านศูนย์กลาง 18-24 นิ้ว) และอบในเตาอบแก๊ส (ซึ่งไม่สามารถทำความร้อนได้เทียบเท่าเตาถ่านรุ่นแรกเริ่ม) แป้งจึงมีเนื้อสัมผัสต่างจากพิซซ่าเนเปิลส์[1] โดยยังคงลักษณะสำคัญคือ แป้งบางตรงกลาง กรอบขอบนอก แต่มีความเหนียวและพับได้เมื่อถือ ชีสที่ใช้เป็นมอสซาเรลลาแบบแห้ง (Low-moisture mozzarella) ที่สามารถละลายได้ดีในอุณหภูมิเตาอบที่ต่ำกว่า
2. สไตล์นิวเฮเวน (New Haven Style) หรือ “Apizza”
ถือกำเนิดในคอนเนตทิคัต โดย แฟรงก์ เปเป้ (ร้านเปิดในปี 1925) ซึ่งพัฒนามาจากรากฐานเนเปิลส์เช่นกัน แต่ให้แป้งที่บางกว่า ชุ่มกว่า และมีรอยไหม้ (char) มากกว่านิวยอร์ก จุดเด่นคือการใช้เตาถ่านที่ให้ความร้อนสูงจัด และมีท็อปปิ้งซิกเนเจอร์ คือ “คลัม พาย” (clam pie) ที่โรยหน้าด้วยหอยลายสด เปโคริโน กระเทียม และออริกาโน ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของร้านนี้
3. สไตล์ซิซิลี (Sicilian Style)
ได้รับแรงบันดาลใจจาก “สฟินชิโอเน” (Sfinciuni) แผ่นแป้งหนาทรงสี่เหลี่ยมจากซิซิลีดั้งเดิม แต่ถูกปรับให้เข้ากับรสนิยมและวัตถุดิบในอเมริกา โดยเฉพาะในชุมชนผู้อพยพชาวซิซิลีในนิวยอร์ก แป้งจะหนา ฟู เบา คล้ายโฟกัชชา ใช้ชีสปริมาณมากและซอสมะเขือเทศเข้มข้น เป็นที่นิยมทางตะวันออกเฉียงเหนือและมิดเวสต์
4. แกรนด์มา พิซซ่า (Grandma Pizza)
เป็นสไตล์ที่เกิดจากความจำเป็นในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 เมื่อผู้อพยพรุ่นแรกไม่สามารถนำเตาอบถ่านแบบดั้งเดิมจากอิตาลีมาได้ จึงต้องใช้ถาดอบธรรมดาและเตาอบทั่วไปในครัวเรือน ด้วยการใช้น้ำมันมะเขือเทศเคลือบถาด แป้งจะกรอบบางและหนาแน่น วิธีการขึ้นรูปแป้งคือการใช้นิ้วกดให้แบน และอบในถาด (ต่างจากซิซิลีที่ผ่านการขึ้นรูปสองครั้ง)
5. ดีทรอยต์ สไตล์ (Detroit Style)
เป็นรูปแบบที่มีต้นกำเนิดในดีทรอยด์ โดดเด่นด้วยแป้งหนา อบในถาดเหล็ก และมีเอกลักษณ์ที่ขอบชีสคาราเมลกรุบกรอบ โรยซอสเป็นเส้นด้านบน ไม่ใช่ซอสแบบทั่วไปที่อยู่ใต้ชีส
6. สโตรมโบลี (Stromboli)
แม้จะไม่ใช่พิซซ่าทั่วไป แต่สโตรมโบลีเป็นผลงานสร้างสรรค์แบบอิตาเลียน-อเมริกันเช่นกัน เกิดจากการนำแป้งพิซซ่ามาห่อไส้ เช่น แฮม เปปเปอโรนี และมอสซาเรลลา[3] แล้วม้วนเป็นแท่ง อบจนสุกเหลือง รับประทานเป็นอาหารทานเล่น
7. ยุคใหม่และความทันสมัย
นอกจากนี้ ยังมีสไตล์ที่เกิดจากอิทธิพลของวัฒนธรรมและนวัตกรรมร่วมสมัย เช่น พิซซ่าแคลิฟอร์เนีย (California-style) ที่เป็นจุดเริ่มต้นของพิซซ่าระดับ gourmet ในยุค 1980 โดยวูล์ฟกัง พัค และ อลิซ วอเตอร์ส ที่นำเอาเตาอบไม้และท็อปปิ้งคุณภาพสูงมาใช้ รวมไปถึงเชนอย่าง California Pizza Kitchen ที่มีเมนูซิกเนเจอร์อย่าง “บาร์บีคิวไก่” และท็อปปิ้งอย่าง “ไส้กรอกและพริกหยวก” ที่เป็นการนำคู่หูในตำนานของอิตาเลียน-อเมริกันมาสู่แผ่นพิซซ่า
เอกลักษณ์และวัตถุดิบที่บ่งบอกความเป็นอิตาเลียน-อเมริกัน
แม้จะมีความหลากหลายในแต่ละภูมิภาค แต่วัตถุดิบและวิธีการปรุงบางอย่างเป็นหัวใจที่เชื่อมโยงพิซซ่าอิตาเลียน-อเมริกันทั้งหมดเข้าไว้ด้วยกัน
ซอสมะเขือเทศ: พิซซ่าอิตาเลียน-อเมริกันใช้ซอสเข้มข้นกว่าเนเปิลส์ ซึ่งมักปรุงด้วยออริกาโน กระเทียม และเครื่องเทศอิตาเลียนอื่นๆ ใช้ซอสกระป๋องสำเร็จรูป หรือทำเองจากการเคี่ยวมะเขือเทศกับสมุนไพร
ชีส: มอสซาเรลลาเป็นชีสหลัก โดยนิยมใช้แบบแห้ง (low-moisture) ในสไตล์นิวยอร์กเพื่อให้ละลายได้ดี ในขณะที่พิซซ่าเกรดพรีเมียมอาจใช้มอสซาเรลลาสด โรมาโนชีส และพาร์เมซานชีสเป็นชีสโรยหน้าเพิ่มเติม
วัตถุดิบอื่นๆ: ผักและเนื้อสัตว์เป็นท็อปปิ้งที่ขาดไม่ได้ ไส้กรอกอิตาเลียน พริกหยวก หัวหอม เห็ด อาร์ติโชค มะกอกดำ และเปปเปอโรนี (ไส้กรอกชนิดหนึ่งที่ได้รับความนิยมอย่างมากในอเมริกา) เป็นตัวเลือกยอดนิยม
วิธีการปรุง: การใช้เตาอบที่แตกต่างกันเป็นหัวใจของความหลากหลายของสไตล์พิซซ่าอิตาเลียน-อเมริกัน เตาถ่าน (coal oven) ให้ความร้อนสูงและรอยไหม้เฉพาะตัว เตาแก๊ส (gas oven) ที่พบได้ทั่วไปในภายหลังให้ความร้อนสม่ำเสมอและใช้ได้ทั่วถึง การอบในถาด (sheet pan) ให้กำเนิดพิซซ่าแกรนด์มาและซิซิลี ในขณะที่เตาอบไม้ (wood-fired) ที่กลับมาอีกครั้งในยุคปัจจุบัน เป็นการกลับไปหารากเหง้าเนเปิลส์และได้รับความนิยมในร้านพิซซ่าระดับไฮเอนด์
สรุป
พิซซ่าอิตาเลียน-อเมริกันคือการผสมผสานระหว่างมรดกทางอาหารของอิตาลีกับวิถีชีวิตและทรัพยากรของอเมริกา เริ่มต้นจากแผงลอยข้างถนนในย่านผู้อพยพ สู่การเป็นอาหารจานด่วนระดับประเทศ การเดินทางข้ามรุ่นข้ามทศวรรษได้สร้างสรรค์พิซซ่าหลากหลายสไตล์ ตั้งแต่แผ่นบางพับได้ของนิวยอร์ก ไปจนถึงแป้งหนากรุบกรอบของดีทรอยต์ ทำให้พิซซ่าเป็นหนึ่งในอาหารที่สะท้อนถึงการผสมผสานทางวัฒนธรรมได้อย่างสมบูรณ์แบบและยังคงพัฒนาต่อเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้
